กล้องใช้ปริซึมและไม่ใช้ปริซึมต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างหลักระหว่างกล้อง Total Station แบบสะท้อนเป้า (Prism)

และแบบไม่ใช้เป้า (Reflectorless)

 

อยู่ที่หลักการวัดระยะทางและการใช้งานในพื้นที่หน้างาน ดังนี้

 

1. หลักการทำงานและการวัดระยะ

แบบสะท้อนเป้า (Prism): ต้องใช้เป้าปริซึม (Prism) วาง ณ จุดที่ต้องการวัด อินฟราเรดหรือเลเซอร์จากตัวกล้องจะถูกยิงไปกระทบกับปริซึมแล้วสะท้อนกลับมายังเลนส์รับ เพื่อคำนวณระยะทาง

 

แบบไม่ใช้เป้า (Reflectorless): ใช้ลำแสงเลเซอร์กำลังสูงยิงไปตกกระทบกับพื้นผิวของวัตถุโดยตรง (เช่น ผนังปูน หน้าผา มุมตึก หรือต้นไม้) แล้วอาศัยแสงที่สะท้อนกลับมาจากพื้นผิวนั้นในการคำนวณระยะ โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์เป้าไปวาง

 

2. ระยะการวัด (Range)

แบบสะท้อนเป้า: วัดระยะทางได้ไกลมาก ตั้งแต่หลักหลายร้อยเมตรจนถึงหลายกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับจำนวนดวงปริซึม (Single, Triple Prism) และสเปคของกล้อง

 

แบบไม่ใช้เป้า: ระยะการวัดจะสั้นกว่าแบบมีเป้ามาก โดยทั่วไปมักจะอยู่ระหว่าง 300 ถึง 1,000 เมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นและสภาพแสง) และระยะจะลดลงหากพื้นผิวเป้าสะท้อนแสงได้น้อยหรือมีสีเข้ม

 

3. ความสะดวกและความปลอดภัยในการทำงาน

แบบสะท้อนเป้า: ต้องใช้คนถือเป้า (Rodman) เดินไปตั้ง ณ จุดที่ต้องการวัด เหมาะกับงานเปิดโล่ง แต่ในพื้นที่ที่เข้าถึงยากอันตราย (เช่น หน้าผาสูง เสาไฟ สะพาน หรือกลางถนนที่มีรถวิ่งพลุกพล่าน) จะทำงานลำบากและเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ

 

แบบไม่ใช้เป้า: ทำงานคนเดียวได้ (One-man operation สำหรับการเล็งจุด) สะดวกและรวดเร็วมากในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก หรือจุดที่ไม่สามารถให้คนไปยืนถือเป้าได้

 

4. ความแม่นยำ (Accuracy)

แบบสะท้อนเป้า: ให้ความแม่นยำสูงมากในระดับมิลลิเมตร เหมาะสำหรับงานรังวัด งานก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ งานสำรวจเพื่อทำแผนที่ชั้นสูง

 

แบบไม่ใช้เป้า: ความแม่นยำอาจลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการใช้เป้า ขึ้นอยู่กับมุมตกกระทบของลำแสงเลเซอร์กับพื้นผิว และประเภทของพื้นผิววัสดุที่เล็ง (พื้นผิวขรุขระหรือดูดซับแสงจะให้ค่าที่แม่นยำน้อยกว่าผิวเรียบสะท้อนแสง)

 

5. ด้านราคา

แบบสะท้อนเป้า  : โดยทั่วไปราคาจะเข้าถึงได้ง่ายกว่าในรุ่นสเปคพื้นฐาน

 

แบบไม่ใช้เป้า  : ตัวกล้องจะมีราคาสูงกว่าเนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีเลเซอร์และความแม่นยำของระบบออฟติกที่ซับซ้อนกว่า